บทที่ 10 รูปที่ถ่ายไม่ครบ
แม่ของภูเมืองหยิบแว่นผิดอัน
เขารอจนเธอเปลี่ยนใหม่ แล้วจึงเลื่อนภาพที่พิมพ์จากบันทึกการตรวจค้นให้ดู พนักงานสอบสวนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เปิดสมุดเตรียมไว้
“คนนี้ภา” แม่แตะอากาศเหนือกระดาษ “กระเป๋าสีน้ำเงิน แม่ซื้อให้ตอนขึ้นชั้นใหม่”
“จำสถานที่ได้ไหมครับ”
เธอส่ายหน้า ส่วนพ่อขอดูรูปใกล้ขึ้น
“เหมือนตรงหน้าห้องสมุดโรงเรียน แต่ต้องตรวจอีกที”
ภูเมืองจดไว้แล้วถามถึงเด็กอีกคน
“เคยเห็นมาบ้านไหมครับ”
แม่มองรอยพับที่พาดผ่านใบหน้า
“ไม่แน่ใจลูก ภามีเพื่อนมาหลายคน”
เขาพยักหน้า ไม่บอกชื่อที่เขียนอยู่หลังรูปจนเจ้าหน้าที่ถามสิ่งที่ทั้งคู่จำได้หมดแล้ว
พอได้ยินชื่อนวลจันทร์ พ่อก็หันไปมองแม่ แต่เธอส่ายหน้าอีกครั้ง
“แม่ไม่อยากตอบว่าเคยได้ยินเพียงเพราะรู้สึกคุ้น”
ภูเมืองปิดปากกาช้า ๆ
“แค่นี้ก็ช่วยมากแล้วครับ”
ก่อนกลับ แม่ยื่นกล่องใส่รูปภาวดีให้เจ้าหน้าที่นำไปตรวจเทียบ พร้อมขอให้ช่วยเก็บซองไว้ด้วย
“หลังซองมีวันล้างรูป บางทีแม่เขียนปีผิด แต่ร้านเขาประทับไว้”
ภูเมืองรับกล่องมาถือเอง มันหนักกว่าที่คิด
บ่ายวันนั้น นวลละออพาแม่มาพบพนักงานสอบสวนตามนัด
แม่ใส่เสื้อสีฟ้าอ่อน นั่งหลังตรง กระเป๋าถือวางบนตัก พอเจ้าหน้าที่นำน้ำมาให้ เธอก็ขอบคุณก่อนขยับแก้วให้พ้นเอกสาร
ภูเมืองแนะนำตัวแล้วอธิบายว่ารูปพบที่ไหน เขาบอกเรื่องอรพรรณเท่าที่จำเป็น โดยไม่แสดงภาพผู้ตาย
แม่ฟังจนจบจึงถามว่า “นวลจันทร์เกี่ยวข้องอย่างไรคะ”
“เรากำลังตรวจอยู่ครับ ตอนนี้ทราบเพียงว่ามีรูปอยู่ด้วยกัน”
พนักงานสอบสวนให้แม่ดูภาพที่จัดเตรียมไว้
“ลูกสาวฉันค่ะ”
คำตอบมาเร็วกว่าเสียงวางกระเป๋าลงข้างเก้าอี้
นวลละออมองภาพตาม รอยพับไม่ได้บังมือซึ่งจับสายกระเป๋า นิ้วก้อยข้างซ้ายงอเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย
ตอนเด็กพี่เคยโดนประตูหนีบ นิ้วจึงเหยียดได้ไม่สุด
เธอชี้ให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วบอกเหตุผลที่คิดว่าเป็นพี่สาว ไม่ได้อ้างเพียงชื่อหลังรูป
“ส่วนอีกคนเคยมาบ้านค่ะ” แม่บอก “ชื่อภา มากับนวลจันทร์”
“มาบ่อยไหมครับ”
“เท่าที่จำได้สองครั้ง ครั้งหนึ่งทำรายงาน อีกครั้งแม่กลับจากทำงานแล้วเห็นรองเท้านักเรียนอีกคู่ แต่ตอนนั้นเด็กกำลังจะกลับ”
เจ้าหน้าที่ถามช่วงเวลา แม่ขอเทียบกับรูปที่นำมาด้วยก่อนตอบ
ภูเมืองเปิดสมุด แต่ปล่อยให้เพื่อนร่วมงานดำเนินคำถามต่อ
เมื่อถามถึงอรพรรณ แม่บอกว่าไม่รู้จักชื่อ และไม่สามารถยืนยันจากภาพตอนมีชีวิตได้
ส่วนสถานที่ทำงานเก่าซึ่งวิเชียรกล่าวถึง เธอนิ่งคิดอยู่นาน
“ไม่เคยไปค่ะ”
นวลละออนั่งฟังโดยวางมือประสานกันใต้โต๊ะ จนพนักงานสอบสวนถามถึงการเสียชีวิตของนวลจันทร์เพื่อขอข้อมูลไปประสานแฟ้มเดิม
แม่บอกวันที่ได้ทันที
ตรงกับวันที่นวลละออเขียนให้ภูเมือง
“ตอนนั้นใครเป็นผู้แจ้งข่าวครับ”
“ตำรวจโทรมาที่บ้านค่ะ ฉันอยู่กับลูกคนเล็ก”
นวลละออก้มมองปลายรองเท้า
ตอนนั้นหนูอยู่ที่ไหน
อยู่บ้านค่ะ
เธอได้ยินเสียงตัวเองในความทรงจำชัดกว่าเสียงปากกาบนโต๊ะ
“นวล”
แม่แตะหลังมือ เธอเงยหน้าขึ้น
“อยากออกไปก่อนหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ หนูอยู่ได้”
ภูเมืองเลื่อนกล่องกระดาษเช็ดหน้ามาใกล้ แต่ไม่มีใครยื่นให้เธอหรือบอกให้ร้องไห้
เธอมองมันแล้วขอพักห้านาที
แม่ตามออกมาที่ทางเดิน ทั้งคู่ยืนข้างตู้กดน้ำ นวลละออหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วทำหล่น
แม่ก้มเก็บก่อนเธอ
“หนูไม่ต้องอยู่จนจบก็ได้”
“หนูเป็นคนขอให้แม่มา”
“ไม่ได้แปลว่าต้องไหวทุกอย่าง”
นวลละออรับเหรียญคืน กำไว้จนขอบกดฝ่ามือ
“แม่โกรธไหมคะที่หนูทำให้ต้องรื้อเรื่องนี้อีก”
“แม่อยากรู้ว่าเกิดอะไรกับพี่มาตลอด”
คำตอบเรียบ ๆ ทำให้เธอต้องหันไปมองตู้กดน้ำ
แม่ไม่ได้ถามต่อ เพียงยืนรอจนมือเธอหยุดสั่น
ก่อนกลับเข้าห้อง นวลละออหยุดมือไว้บนลูกบิด
“ถ้ามีเรื่องที่หนูยังไม่ได้เล่า…”
แม่มองเธอ
เธอสูดหายใจ แต่ประตูก็เปิดจากอีกด้าน พนักงานสอบสวนออกมาตาม บอกว่าไม่ต้องรีบ ยังพักต่อได้
นวลละออส่ายหน้า
“คุยต่อเถอะค่ะ”
หลังให้ข้อมูลเสร็จ แม่ขึ้นรถแท็กซี่กลับก่อน นวลละออยืนส่งจนรถเลี้ยวพ้นประตูสถานีตำรวจ
ภูเมืองเดินมาหยุดข้างเธอ
“ผมไปส่งที่โรงพยาบาลไหมครับ”
“ขอคุยอีกหน่อยได้ไหมคะ”
เขาเก็บกุญแจกลับกระเป๋า
ทั้งคู่กลับไปยังห้องเดิม พนักงานสอบสวนยังนั่งตรวจบันทึกอยู่ เธอขอให้เขาอยู่ฟังด้วย
ภูเมืองนั่งลงฝั่งตรงข้าม คราวนี้เธอไม่ได้หลบตา
“วันที่พี่เสีย ตำรวจเคยสอบปากคำฉันค่ะ”
เจ้าหน้าที่วางเอกสารในมือ
“ฉันให้การว่าตอนเย็นอยู่บ้าน แต่ฉันออกไปข้างนอก”
ภูเมืองไม่ขยับ เขานึกถึงวันที่ในสมุด แล้วถามช้า ๆ
“หมอไปไหนครับ”
นวลละออคลายนิ้วจากเหรียญที่ยังไม่ได้ใช้
“ไปหาพี่ค่ะ พี่โทรให้ฉันเอาเสื้อไปให้”
เธอวางเหรียญบนโต๊ะ เสียงมันกระทบไม้เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“แล้วฉันก็เห็นพี่ขึ้นรถไปกับผู้หญิงคนหนึ่ง”
